อิฐมวลเบา ไทคอน
![]()
อิฐมวลเบา ไทคอน THAICON (ผลิตภัณฑ์ไทคอนซุปเปอร์โปร) คือคอนกรีตมวลเบาสำหรับก่อผนังและรั้ว แบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำ ใช้กระบวนการผลิตขั้นสูงจากเยอรมนี ได้รับการยอมรับในประเทศชั้นนำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมานานกว่า 10 ปี ทั้งงานภาครัฐและเอกชน
อิฐมวลเบาไทคอนซุปเปอร์โปรใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่หาได้ในประเทศ ได้แก่ ทราย ปูนซีเมนต์ ปูนขาว น้ำ ยิปซัม และผงอลูมิเนียม ผสมในสัดส่วนคงที่ ตัดด้วยเส้นลวดตามขนาดที่ต้องการ แล้วนำเข้าตู้อบไอน้ำแรงดันสูง (Autoclave) ที่อุณหภูมิ 180 °C นาน 12–14 ชั่วโมง จึงมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่งสูง และมีขนาดมาตรฐานเท่ากันทุกก้อน ก่อผนังได้รวดเร็ว ฉาบได้เรียบเนียนสวยงาม ดูดซับเสียงได้ดี ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก เหมาะกับงานผนังทุกประเภท
![]()
อิฐมวลเบาไทคอน ราคา
| อิฐมวลเบาไทคอน | จำนวนเต็มคันรถ 6 ล้อ (ก้อน) | แถม (ก้อน) | ราคา (บาท/ก้อน) |
|---|---|---|---|
| เกรด A หนา 7 ซม. | 1,400 | 14 | 22 |
| เกรด A หนา 7.5 ซม. | 1,300 | 13 | 22.50 |
| เกรด A หนา 10 ซม. | 980 | 10 | 29.50 |
| เกรด B หนา 7.5 ซม. | 1,300 | 13 | 19.50 |
| พิเศษ 50×7.5 | 1,300 | 13 | 15.50 |
ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% แล้ว
อิฐมวลเบาไทคอนซุปเปอร์โปร มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่า ได้แก่ น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ป้องกันความร้อนจากภายนอกได้ดีกว่า ช่วยให้อุณหภูมิภายในอาคารเย็นลง ขนส่งสะดวก ก่อสร้างง่ายและรวดเร็ว จึงประหยัดทั้งเวลาและค่าแรงในการก่อสร้าง อีกทั้งไม่มีสารพิษหรือสารอินทรีย์ตกค้าง ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ข้อมูลทางวิศวกรรม
| คุณสมบัติ | ค่า |
|---|---|
| ความหนาแน่นแห้ง | 600–700 กก./ลบ.ม. |
| กำลังรับแรงอัด | 40–50 กก./ตร.ซม. |
| อัตราการดูดซึมน้ำ | 32–35% |
| อัตราการทนไฟ | 4 ชั่วโมง |
| ค่าการนำความร้อน | 0.138 วัตต์/เมตร-เคลวิน |
| อัตราการเปลี่ยนแปลงความยาว | ร้อยละ 0.02 |
| ความคลาดเคลื่อนของขนาด | +2 มม. |
| น้ำหนักผนังรวมฉาบ หนา 10 ซม. | 90–100 กก./ตร.ม. |
| ความเร็วในการก่อ | 20–25 ตร.ม./วัน เร็วกว่า 3 เท่า |
| มาตรฐานผลิตภัณฑ์ | มอก. 1505-2541 ชั้นคุณภาพ 4 (ดีที่สุดในประเทศไทย) |

ขนาดและจำนวนต่อเที่ยวรถ
| ขนาด (ซม.) | น้ำหนัก (กก./ก้อน) | จำนวนเต็มคันรถ 6 ล้อ (ก้อน) | แถม (ก้อน) |
|---|---|---|---|
| 20 x 60 x 7 | 6.8 | 1,400 | 14 |
| 20 x 60 x 7.5 | 7.4 | 1,300 | 13 |
| 20 x 60 x 9 | 8.5 | 980 | 10 |
| 20 x 60 x 10 | 8.58 | 980 | 10 |
| 20 x 60 x 12.5 | 10.73 | 770 | 8 |
| 20 x 60 x 14 | 13 | 600 | 3 |
| 20 x 60 x 17.5 | 15.02 | 525 | 2 |
| 20 x 60 x 20 | 17.16 | 450 | 2 |
อัตราการใช้งาน 8.33 ก้อน/ตร.ม.
![]()
เปรียบเทียบ อิฐมวลเบา เกรด A และ เกรด B
Q: อิฐมวลเบาเกรด A และเกรด B ต่างกันอย่างไร
A: อิฐมวลเบาเกรด B คืออิฐคุณภาพเดียวกับเกรด A แต่มีมุมบิ่น มุมหัก หรือสภาพภายนอกไม่สวย
อิฐมวลเบาไทคอน G4 เกรด A
อิฐมวลเบาไทคอน G4 เกรด B
ข้อดีของการใช้อิฐมวลเบา
- ไม่อมความร้อน และมีรูพรุนที่มีอากาศอยู่ภายใน ดูดซับเสียงได้ดี ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก
- รับแรงกดได้ดีกว่าอิฐมอญ
- มีขนาดและน้ำหนักมาตรฐานเท่ากันทุกก้อน ก่อและฉาบได้รวดเร็วและสวยงาม แข็งแกร่ง เจาะและแขวนของได้
- ใช้อิฐ 8.33 ก้อน ต่อผนัง 1 ตร.ม.
- ปูนก่อมวลเบา 1 ถุง ต่ออิฐ 100 ก้อน และปูนฉาบ 5 ถุง ต่ออิฐ 100 ก้อน
เปรียบเทียบคุณสมบัติทางวิศวกรรมระหว่าง อิฐมวลเบากับอิฐมอญ
| รายละเอียด | อิฐมวลเบา | อิฐมอญ |
|---|---|---|
| กำลังรับแรงอัด (กก./ตร.ซม.) | 40–50 แข็งแรงกว่า 2–3 เท่า | 20 คุณสมบัติไม่แน่นอน |
| อัตราการดูดซึมน้ำ (%) | 32–35 ใช้กับปูนฉาบสำเร็จได้ | 12–15 |
| อัตราการทนไฟ (ชั่วโมง) | 4 มีความปลอดภัยสูง | ไม่เกิน 1.5 |
![]()
ประวัติความเป็นมาของอิฐมวลเบา
ก้าวสำคัญของการริเริ่มผลิตคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำ เกิดจากแนวคิดในการนำวัสดุที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ที่ทำงานได้ดีกว่าเดิม เช่น แข็งแกร่ง น้ำหนักเบา ใช้งานได้นานและสะดวก
- ปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) ประเทศเยอรมนีMICHAELIS นักเคมีชาวเยอรมัน จดสิทธิบัตรวิธีบ่มส่วนผสมของทรายและปูนขาวด้วยไอน้ำแรงดันสูง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอบไอน้ำ (Autoclave) ที่ใช้ผลิตอิฐมวลเบาจนถึงปัจจุบัน
- ปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) ประเทศสหรัฐอเมริกาAYLSWORTH และ DYER ชาวอเมริกัน จดสิทธิบัตรการทำให้เกิดฟองอากาศในเนื้อวัสดุ โดยใช้ผงโลหะ (Metallic Powder) ทำปฏิกิริยาเคมีกับปูนขาว ทำให้วัสดุมีน้ำหนักเบา
- ปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ประเทศสวีเดนERIKSSON สถาปนิกชาวสวีเดน นำวิธีเพิ่มฟองอากาศมารวมกับการอบไอน้ำแรงดันสูง ได้วัสดุก่อผนังที่เบาและแข็งแกร่ง ถือเป็นจุดกำเนิดของคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำ และได้รับสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1924
- ปี ค.ศ. 1929 (พ.ศ. 2472) ประเทศสวีเดนเริ่มผลิตคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำในระดับอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกที่เมือง Yxhult ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อแบรนด์ YTONG
- หลังปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อิฐมวลเบาถูกใช้อย่างแพร่หลายในการฟื้นฟูบ้านเรือนและอาคารที่เสียหายจากสงคราม ต่อมาเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย
- ปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) ประเทศไทยประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่งานก่อสร้างยังมีปัญหาด้านการควบคุมการผลิตอิฐก่อผนัง ผู้ประกอบการรายใหญ่จึงแก้ปัญหาและลดความล่าช้าในการส่งมอบงาน ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์การผลิตและเครื่องจักรจากผู้ผลิตชั้นนำของโลกในเยอรมนี คือ HEBEL, YTONG และ WEHRHAHN เพื่อผลิตสินค้าออกสู่ตลาดในปี พ.ศ. 2539–2540
- ปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) ประเทศไทยเมื่อคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ-อบไอน้ำได้รับความนิยมสูงขึ้น จึงมีผู้คิดค้นคอนกรีตมวลเบาแบบมีฟองอากาศ (ไม่อบไอน้ำ) มาทดแทน แต่ไม่เป็นที่นิยมในตลาด เพราะคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ที่มา: เรียบเรียงจากบทความของ บริษัท ไทยไลท์บล็อคแอนด์แพเนล จำกัด และประวัติอิฐมวลเบาสากล





